วันพุธที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2552

Years

From 2000 onwards, years are pronounced like ordinary cardinal numbers.

2000 - two thousand
2003 - two thousand and three

Earlier years are pronounced differently:
the first two figures are a number and the last two figures are a number.
They can be joined by hundred and, which is only necessary, however,
if the last two figures are 00 through 09.

1999 - nineteen (hundred and) ninety-nine
1806 - eighteen hundred and six / eighteen oh six

If you want to give the year without an exact date, use the preposition in:

I was born in 1972.

To distinguish between dates before and after the birth of Christ, use BC und AD:
BC = 'Before Christ'
AD = 'Anno Domini' (in the year of the Lord)

คลายเครียดกับ อี คา อิ

เพื่อนชั้นนะ ไม่ใช่เพื่อนเธอ

2 ปีที่ทิดมากต้องจากภรรยาไปเป็นทหารเพื่อรับใช้ชาติ
แต่เสร็จสิ้นภารกิจเขารีบตรงดิ่งกลับบ้าน และเขาก็ได้พบว่าภรรยาสาวของเขาเพิ่งคลอดลูก
เขาโกรธมาก และพยายามเค้นให้ภรรยาตอบว่าใครคือพ่อของเด็ก

"เพื่อนพี่ที่ชื่อไอ้น้อยหรือเปล่า" เขาตะคอกแม่นากภรรยาสาว
"ไม่ใช่" แม่นากตอบสะอึกสะอื้น
"ถ้างั้นก้อต้องเป็นไอ้นิดเพื่อนพี่อีกคนใช่มั้ย" เขาตะโกนเสียงดัง
"ไม่ใช่ๆ" แม่นากตอบอย่างแค้นเคือง
"คนนู้นก็ไม่ใช่ คนนี้ก็ไม่ใช่ ถ้างั้นก็บอกมาซักทีสิ ว่าเพื่อนเลวๆคนไหนของพี่
มันทำกับพี่ได้เจ็บแสบขนาดนี้"
"โธ่ !! ไอ้โง่" ภรรยาตอบกลับอย่างหัวเสีย
" แกคิดว่าคนอย่างชั้น ไม่มีเพื่อนของตัวเองบ้างเลยหรอไง"

555555555555 เอิ๊ก

น่าคิดนะ

ได้มีการสำรวจเด็กในแถบเอเซียพบว่ามาตรฐานในการใช้ภาษาอังกฤษ
ของเด็กไทยอยู่ในอันดับเกือบจะบ๊วยซึ่งหมายถึงว่า เราแพ้เด็กเวียตนามและเด็กเขมร
แสดงให้เห็นถึงความล้มเหลวในการเรียนภาษาอังกฤษของไทยเพราะเด็กไทยต้องเรียนภาษาอังกฤษ
ตั้งแต่อนุบาลยันมหาวิทยาลัยแต่ไม่สามารถพูดหรือเขียนภาษาอังกฤษได้ดีเท่าที่ควรจะเป็น

**************จากบทความในผู้จัดการออนไลน์รศ.ดร.ประพาศน์ พฤทธิประภา
อดีตอาจารย์ภาควิชาภาษาอังกฤษ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว)
กล่าวในการจัดสัมมนาเรื่องการสอนภาษาตะวันออกในฐานะภาษาต่างประเทศ
ซึ่งจัดอบรมให้กับครูอาจารย์ที่สอนภาษาตะวันออกในระดับมัธยมศึกษาและระดับอุดมศึกษาว่า

การเรียนการสอนภาษาไม่ว่าจะเป็นภาษาตะวันตกหรือภาษาตะวันออก
ล้วนแต่ต้องใช้แนวทางเหมือนกันแทบทั้งสิ้น ทุกวันนี้การเรียนภาษาอังกฤษ
ในเมืองไทยทำไม่ได้ผล เยาวชนไทยเรียนภาษาอังกฤษจากระดับอนุบาลถึงประถมศึกษา
และมหาวิทยาลัย เรียนยาวนานถึง 16 ปีก็ยังพูดภาษาอังกฤษไม่ได้นั้น เป็นเพราะ
วิธีการสอนของครูที่เน้นวิธีการสอนแต่ไม่เคยเน้นเรื่องหลักสูตร ทำอย่างไรจะให้วิธี
การสอนเดินเคียงคู่ไปกับหลักสูตรให้ได้ ซึ่งทุกวันนี้วิธีการสอนก็มักวิ่งตามแฟชั่นใหม่ๆ ตลอดเวลา

หลักสูตรภาษาอังกฤษมีการยกเครื่องกันหลายครั้ง แต่สื่อการเรียนการสอนยัง
ไม่สอดคล้องกับหลักสูตรเท่าที่ควร ครูที่สอนภาษาอังกฤษผ่านการอบรมแค่ประเดี๋ยวประด๋าว
อบรมกันแบบไฟไหม้ฟาง ทำงานแบบเบี้ยหัวแตก จึงทำให้ครูที่สอนภาษาอังกฤษไม่ได้รับการ
พัฒนาเท่าที่ควร เมื่อยังเป็นเช่นนี้อย่าได้หวังว่าการเรียนการสอนภาษาอังกฤษในเมืองไทย
จะประสบความสำเร็จ กลับเป็นการสูญเปล่าทางการศึกษา
การจะทำให้นักเรียนมีทัศนะที่ดีทางด้านภาษานั้น ขึ้นอยู่กับตัวครูและตัวเด็กเอง
ที่ต้องรักและสนใจพยายามที่จะเรียนรู้ ซึ่งนักเรียนสมัยนี้ก็ไม่ได้สนใจอยาก
ได้ความรู้ แต่จะนึกถึงคะแนนเป็นส่วนใหญ่

“การสอนภาษาอังกฤษให้เด็กไทยนั้นไม่จำเป็นต้องใช้ครูจากต่างประเทศ สิ้นเปลือง
และอาจจะไม่คุ้มค่า แต่ผมอยากให้อบรมครูภาษาอังกฤษที่มีอยู่ให้ได้รับการพัฒนา
อย่าได้นำเข้าทั้งครูและหลักสูตรจากต่างประเทศมากนัก ทำไมเราไม่คิดนวัตกรรม
การสอนภาษาโดยใช้แนวทางที่เป็นภูมิปัญญาของเราเอง แต่เรามักอ้างต่างชาติตลอดเวลา
สำเนียงภาษาอังกฤษที่พูดนั้น ถ้าคนไทยพูดก็ควรจะเป็นภาษาอังกฤษของคนไทย
ที่มีการศึกษา ซึ่งไม่จำเป็นต้องออกเสียงแบบสำเนียงอังกฤษหรืออเมริกัน
ผมคิดว่าการพูดภาษาอังกฤษไม่จำเป็นต้องแบบดัดจริตพูด แต่จะพูดภาษาอังกฤษ
อย่างคนที่มีการศึกษาควรพูดเป็นสิ่งที่สำคัญกว่า”

รศ.ดร.ประพาศน์กล่าวต่ออีกว่า หลายคนยังเข้าใจผิดว่าการเดินทางไปเรียนต่างประเทศ
จะทำให้คนๆ นั้นพูดภาษาอังกฤษได้นั้น ขอบอกว่าไม่เสมอไป หากไปแล้วยังพูดภาษาไทย
ก็ไม่มีวันพูดได้ หากมีความรัก สนใจ พยายามและทุ่มเทเรียนในเมืองไทยโดยไม่จำเป็น
ต้องไปต่างประเทศ การเรียนภาษานั้นสามารถเรียนได้ในทุกช่วงอายุ แต่คนมักเข้าใจผิด
คิดว่าเด็กๆ เรียนภาษาได้ดีกว่าผู้ใหญ่ ซึ่งเด็กๆ มีข้อดีอยู่ที่การออกเสียง อายุมากหรือ
อายุน้อยไม่เป็นอุปสรรค เริ่มเมื่อไหร่ก็ได้ แต่ต้องเริ่มให้ถูกวิธีไม่ว่าภาษาไหนก็ตาม
อย่าลืมว่ามนุษย์เกิดมาเพื่อเรียนภาษาซึ่งจะใช้ในการสื่อสารและสามารถเรียนได้ทุกภาษา

วันเสาร์ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2552

อ่านเวลาเป็นภาษาอังกฤษ


What's the Time in English?Exercise

Explanation

There are two common ways of telling the time.
Formal but easier way

Say the hours first and then the minutes.

Example: 7:45 - seven forty-five

For minutes 01 through 09, you can pronounce the '0' as oh.

Example: 11:06 - eleven (oh) six

www.ego4u.com

ฝึกอ่านเลขโทรศัพท์กันนะจ๊ะ


Phone Numbers
Each figure is said separately.

24 - two four

The figure 'O' is called oh.

105 - one oh five

Pause after groups of 3 or 4 figures (last group).

376 4705 - three seven six, four seven oh five

If two successive figures are the same, in British English you would usually use the word double (in American English you would just say the figure twice)

376 4775 - BE: three seven six, four double seven five
376 4775 - AE: three seven six, four seven seven five





From www.ego4u.com

การอ่านตัวเลข 0


The Figure »0«

nought - in general (British English)

zero - in general (American English)
- in measurements of temperature (British and American English)
- in count-downs (British and American English)
- score in team games, e.g. football (American English)

oh - when each figure is said separately (e.g. in phone numbers, account numbers etc.)

nil - score in team games, e.g. football (British English)

love - in tennis and similar gamesderived from the French word l'oeuf (the egg) as the
figure 0 is egg-shaped





from www.ego4u.com

วันจันทร์ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2552

enjoy using the words

การใช้ at all ( ไม่…….เลย)เมื่อต้องการเน้นย้ำคำปฏิเสธ เช่น

He never laughed at all. เขาไม่เคยหัวเราะเลย

Did you see any cows in that field? None at all.
คุณเห็นวัวในทุ่งนั้นไหม ไม่เห็นเลยสักตัว


การใช้ to and fro (กลับไป กลับมา ขึ้นๆลงๆ)
มีความหมายเท่ากับคำว่า backwards and forwards หรือ back and forth หรือ up and down

He walked to and fro, trying to make up his mind what to do.
เขาเดินไปเดินมาเพื่อจะตัดสินใจว่าจะทำอะไร


การใช้ far and wide (ทั่วทุกหน ทุกแห่ง) / far and nearมีความหมายเหมือนกับ far and near

He sought for his missing friend far and wide.
เขาหาเพื่อนที่หายไปทั่งทุกหนทุกแห่ง

He has travelled far and wide. เขาเดินทางไปทั่วทุกหนทุกแห่ง

วันอาทิตย์ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2552

enjoy using the words

สนุกกับการใช้คำ


การใช้ would you like กับ do you like
มีการใช้ต่างกัน ดังนี้

1. ถ้าถามเพื่อการเชิญหรือความปรารถนา ความต้องการของผู้อื่น หรือเมื่อเชิญให้ผู้อื่นกระทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง นิยมใช้ would you like ตามด้วย verb infinitive with to ในที่นี้ would like หมายถึง want และมักตามด้วย adverb of time เช่น

Would you like to watch the news today?

Would you like to come to the party on Saturday at the Hilton Hotel?

2. ถ้าถามเกี่ยวกับความชอบ หรือความเคยชิน ของผู้อื่น นิยมใช้ do you like ตามด้วย verb infinitive with to ในที่นี่ like หมายถึง enjoy โดยมากมักมีคำหรือวลี ที่แสดงถึงการกระทำที่เกอดขึ้นอย่างสม่ำเสมอ เช่น

Do you like to watch the news every day?

Do you like to have tea every afternoon?


การใช้ must ( ต้อง )

1. เมื่อพูดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นประจำและสม่ำเสมอ ตามด้วย verb infinitive with to

เช่น My friend must call often.

2. พูดถึงเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น ใช้ must be v.ing + present time

เช่น My friend must be calling now.

3. เมื่อเราคาดถึงเหตูการณ์ที่ได้เกิดขึ้นแล้วในอดีต ใช้ must have + V.3 + past time

My friend must have called last night.


ดูตัวอย่างเพิ่มเติม ดังนี้

1. The light is always out her room at 10 o’clock; she must go to bed early.

2. The line is busy ; someone must be using the phone now.

3. The streets are wet ; it must have rained last night.

วันเสาร์ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2552

คำของครู









รวมตัวกันอีกครั้ง ม.ศ.5/8 โรงเรียนสายน้ำผึ้ง



พร้อม คุณครูอัจฉรา ภูมัย ครูประจำชั้น 7 กุมภาพันธ์ 2552






























































ภายในรั้วโรงเรียนแหล่งเขียนอ่าน

เสมือนบ้านที่สองของลูกศิษย์

เธอเรียนรู้ ครูชี้ทางชีวิต

เราอุทิศใจกายคล้ายคล้ายกัน

ความเจริญเดินทับสรรพสิ่ง

เป็นความจริงท้าทายประกายฝัน

ชีพมิใช่อยู่ได้ไปวันวัน

ต้องก้าวทันทุกสิ่งอย่างจริงจัง

ความรู้ดี มีวินัย ใจสะอาด

จะช่วยชาติ ช่วยชีพตน คนรุ่นหลัง

มันสมองกับสองมือคือกำลัง

ทุกชีวิตเป็นหวังของสังคม

รู้จักรัก รู้จักรับ รู้จักให้

อบอุ่นในศรัทธาดุจผ้าห่ม

คลุมหัวใจด้วยคุณค่าน่านิยม

แม้ล้าล้มก็ยิ้มได้อิ่มตา

เมื่อแมกไม้ผลัดใบในวันนี้

เหมือนวันที่เธอผ่านการศึกษา

สิ่งที่เธอกับครูต่อสู้มา

จึงพัดพาความรู้สู่ทางไกล

แล้วใบไม้จะผลิดอกออกประดับ

เพื่อต้อนรับอนุชนคนรุ่นใหม่

หน้าที่ครูนี้จะคงอยู่ต่อไป

ด้วยหัวใจด้วยรัก เธอนักเรียน








ประเวศน์ เกียรติโสภณ นิตยสารขวัญเรือน

วันศุกร์ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2552

Inner Sports 2009












Inner Sports or Khaokhieo Games 2009

19-22 August,2009

We, the teacahers of Eng. Department, are put in Blue.

We get the idea of the parade under the title `Mama Blue' ฟ้าตัวแม่

so we dress up in Blue theme. Daret, where are you?

get to know











Hello, I am Daret Chantaramanee (Manasilapa)
I've been a teacher of English here for 20 years.
I was born in Phukhieo, 44 years ago.
I finished elementary school from Phumwittaya School,
Phukhioe School as well asSainamphung (BKK) as the secondary school.
I graduated from Faculty of Arts, major in English and French as minor, Silapakorn University.
I started working as a teacher at Nanongthum Wittaya School, Kaengkro.
I'm married with 1 daughter and 1 son.