
วันเสาร์ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2552
เอ๊ะ????????????

กวดวิชา...อาจไม่ใช่คำตอบ
ขณะนี้อยู่ในช่วงปิดภาคเรียนฤดูร้อน เป็นช่วงเวลาที่เราจะเห็นเยาวชนในวัยต่างๆ ตั้งแต่อายุต่ำกว่า 10 ขวบ จนถึงอายุประมาณ 18-19 ปี ที่เดินขวักไขว่ตามโรงเรียนกวดวิชา และโรงเรียนสอนพิเศษต่างๆ เช่น โรงเรียนสอนภาษา โรงเรียนดนตรี โรงเรียนศิลปะ ฯลฯ
หลายต่อหลายปีที่ผู้เขียนมีโอกาสสังเกตพฤติกรรมของเด็กๆ ที่มาเรียนกวดวิชา แล้วได้เห็นภาพที่ส่งสัญญาณอันตรายต่ออนาคตของพวกเขาหลายครั้ง คิดขยับจะเขียนเรื่องนี้อยู่หลายหน แต่ก็มีเหตุการณ์อื่นมาแทรกบ้าง และบางทีก็กังวลอยู่เหมือนกันว่า หากเขียนบทความนี้ด้วยความไม่ระมัดระวัง ก็อาจจะทำให้เจ้าของโรงเรียนกวดวิชาเข้าใจผิด คิดว่าผู้เขียนตั้งใจทำให้ภาพลักษณ์ของโรงเรียนกวดวิชามัวหมอง อันมีผลกระทบต่อธุรกิจของท่านเหล่านั้นได้
อย่างไรก็ตาม ก่อนสงกรานต์ปีนี้ก็ขอเขียนเรื่องของเยาวชน และการตัดสินใจของเยาวชนร่วมกับผู้ปกครองในการใช้เวลาว่างของวันหยุดสุดสัปดาห์และวันปิดภาคเรียนในการเรียนกวดวิชา หรือเรียนวิชาต่างๆ นอกหลักสูตรปกติที่มีสอนในโรงเรียนทั่วไปว่า มีประเด็นที่ต้องใคร่ครวญอะไรบ้าง จึงจะได้ประโยชน์สูงสุดจากการกวดวิชา หรือจากการศึกษาหลักสูตรพิเศษต่างๆ นอกโรงเรียน ทั้งนี้จุดมุ่งหมายหลักของผู้เขียนก็คือ เรื่องคุณภาพชีวิตของเยาวชนซึ่งจะเติบใหญ่เป็นกำลังของชาตินั่นเอง
ทำไมจึงต้องกวดวิชา?
สมัย 30 กว่าปีก่อนที่ผู้เขียนอยู่ในวัยศึกษา จำได้ดีว่าสมัยนั้นไม่ค่อยมีโรงเรียนกวดวิชามากนัก จะมีก็แต่การกวดวิชาเพื่อเตรียมสอบเข้าโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา และเตรียมสอบเอนทรานซ์เข้ามหาวิทยาลัยเท่านั้น พอวันปิดภาคเรียนพวกนักเรียนทั้งหลายก็ใช้เวลาอยู่บ้านกับผู้ปกครอง ใช้เวลาช่วยงานบ้านบ้าง แล้วก็ไปพักผ่อนตามต่างจังหวัดกับครอบครัว ตัวผู้เขียนเองและเพื่อนๆ หลายคนที่เรียนหนังสือมาด้วยกันไม่เคยต้องเรียนพิเศษเลย จะมีบ้างก็ไม่เกิน 10 คนที่สอบตก หรือไม่ก็เรียนอ่อนมากประมาณว่าเกือบๆ จะสอบตก ที่จำเป็นต้องเรียนพิเศษในช่วงปิดภาคเรียนเพื่อกวดวิชาให้เรียนทันเพื่อนฝูง
ส่วนการเรียนพิเศษอื่นๆ เช่น เรียนเปียโน ศิลปะ หรือกีฬาต่างๆ ก็มีเหมือนกัน แต่ก็ไม่ได้ใช้เวลามากนักในแต่ละสัปดาห์ เด็กๆ จึงมีเวลาอยู่บ้านกับผู้ปกครองและพี่น้องคนอื่นๆ มีโอกาสวิ่งเล่นตามแบบเด็กๆ มากพอสมควร
แต่ในปัจจุบันนี้ผู้เขียนเห็นว่ากว่า 80 เปอร์เซ็นต์ของเด็กๆ ที่เรียนหนังสือตามโรงเรียนต่างๆ ต้องใช้เวลาหลังเลิกเรียนในชั้นเรียนปกติ และเวลาในวันหยุดสุดสัปดาห์เรียนวิชาต่างๆ ที่โรงเรียนเองเป็นผู้จัดเตรียมไว้ หรือที่ผู้ปกครองพาเด็กไปเรียนเพิ่มเติมเองอีกมากมาย เช่น เรียนภาษาอังกฤษ ญี่ปุ่น ร้องเพลง เต้นบัลเลต์ เรียนการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ต่างๆ เรียนฝึกพูด ฯลฯ เด็กบางคนต้องเรียนทุกวันเลยค่ะ! และพอสอบถามดูปรากฏว่า เด็กหลายคนเป็นเด็กที่ไม่ได้เรียนย่ำแย่ หรือได้เกรดต่ำแต่ประการใด ทั้งนี้ผู้เขียนได้รวบรวมเหตุผลต่างๆ ที่ทำให้เด็กไปโรงเรียนกวดวิชา และโรงเรียนพิเศษ ดังนี้
1.เรียนอ่อนไม่ทันเพื่อนจริงๆ
2.กลัวแข่งขันกับเพื่อนคนอื่นๆ ที่เรียนพิเศษไม่ได้ ต้องสร้างความมั่นใจ
3.เก่งอยู่แล้ว...แต่อยากเก่งที่ซู้ด
4.สนใจอยากเรียนวิชาต่างๆ เหล่านั้นเพิ่มเติมเอง
5.ผู้ปกครองไม่มีเวลาอบรมดูแล จึงส่งมาไว้ที่โรงเรียนกวดวิชา และโรงเรียนพิเศษต่างๆ โดยหวังว่าเด็กจะใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ และมีครูที่โรงเรียนคอยดูแล
6.เด็กอยู่บ้านเฉยๆ เลยเบื่อ สู้ไปโรงเรียนกวดวิชา และโรงเรียนพิเศษไม่ได้ จะได้เจอเพื่อนฝูง
จะเห็นได้ว่าจากเหตุผลทั้ง 6 ประการดังกล่าวนี้ เป็นเหตุผลที่จำเป็นจริงๆ อยู่เพียง 3 เหตุผลเท่านั้น คือ เรียนไม่ทัน อยากส่งเสริมทักษะความรู้เพิ่มเติมในเรื่องที่เด็กสนใจเป็นพิเศษ และอยากเก่งที่สุดในสาขาที่เก่งอยู่แล้ว นอกนั้นเป็นเหตุผลทางจิตวิทยาและเหตุผลทางสังคมเสียมากกว่า ทำให้ผู้ปกครองหลายคนต้องขวนขวายหาสตางค์มาส่งเสียให้ลูกเรียนทั้งๆ ที่ไม่จำเป็น เด็กบางคนพอลงจากรถก็ไม่ได้เดินเข้าโรงเรียนกวดวิชาหรอกนะคะ แต่ไปเดินเที่ยวเตร็ดเตร่ กินขนม ดูหนัง เห็นแล้วเสียดายสตางค์แทน แต่แค่เที่ยวเตร่ไม่เรียนก็ยังพอทน บางรายที่เป็นวัยรุ่นก็คบเพื่อนต่างเพศเดินโอบกอดกัน หรือแอบสูบบุหรี่ในซอยที่ลับตาคน แบบนี้แหละที่เห็นแล้วกลุ้มใจแทนผู้ปกครอง เสียทั้งเงินและอาจจะต้องเสียอนาคตของลูกหลานด้วย
การแก้ปัญหาเรื่องการศึกษา และการใช้เวลาว่างของเยาวชนในบ้านเราจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือกันระหว่างผู้ปกครองและสถาบันการศึกษา คำว่าสถาบันการศึกษาไม่ได้หมายความถึงเฉพาะโรงเรียนที่เด็กสังกัดอยู่เท่านั้น แต่หมายถึงสถาบันการศึกษาทุกแห่งที่มีส่วนรับผิดชอบในการสร้างเยาวชนของชาติให้มีความรู้ ทักษะ ทัศนคติ ค่านิยม และพลานามัยที่สมบูรณ์ทั้งร่างกายและจิตใจ เพื่อที่จะเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพชีวิตที่ดี และทำตัวเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติได้
ทุกวันนี้สังคมบ้านเรามุ่งเน้นการแข่งขันชิงเด่นเป็นที่ 1 มากเกินไป ทำให้โรงเรียน ผู้ปกครอง และเด็ก มีค่านิยมที่ต้องแข่งขันมากเกินความพอดี กล่าวคือ เกิดความเครียด ความกลัวว่าตัวเองจะเก่งไม่พอ จะสู้ไม่ได้ จนต้องเรียนอะไรต่อมิอะไรอยู่ตลอดเวลาจนขาดสมดุลของชีวิต ชีวิตเด็กที่มีคุณภาพคือ มีชั่วโมงเรียน ชั่วโมงเล่น ชั่วโมงพักผ่อน ชั่วโมงอยู่กับครอบครัว ชั่วโมงเรียนรู้โลกเพื่อเข้าสังคมและรู้จักโลกในมุมกว้าง และชั่วโมงเรียนรู้ศีลธรรมจรรยาบรรณ
ทั้งหมดนี้ผู้ปกครองและสถาบันการศึกษาต้องปรึกษาหารือกันเพื่อหาวิธีสร้างสมดุลชีวิตให้เด็ก ไม่ใช่มุ่งแต่เรียน เรียน และเรียนในโรงเรียน พอออกจากโรงเรียนก็เดินเข้าโรงเรียนกวดวิชา หรือโรงเรียนพิเศษ ในขณะที่โรงเรียนต้องมีความรับผิดชอบ ผู้ปกครองเองก็ต้องมีความรับผิดชอบเช่นกันในการดูแลลูกหลานของตนเอง ไม่ใช่เห็นโรงเรียนกวดวิชา หรือโรงเรียนพิเศษเป็นสถานรับเลี้ยงและดูแลเด็กแทนตัวเอง นอกจากนี้หน่วยงานต่างๆ ของรัฐบาลก็น่าจะยื่นมือเข้ามาจัดกิจกรรมช่วงปิดภาคเรียน เพื่อให้ความรู้และการสนับสนุนต่อผู้ปกครองและเด็กๆ ให้มีการใช้เวลาว่างของเด็กให้เป็นประโยชน์ และสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับผู้ปกครองและเด็กพร้อมกันไป โดยไม่ต้องให้ผู้ปกครองควักสตางค์กันจนกระเป๋าแห้งทุกปิดเทอมแบบนี้ มาช่วยกันทำให้ลูกหลานของท่านมีชีวิตวัยเด็กที่มีคุณภาพกันเถิดนะ
รายงานโดย :รศ.ดร.ศิริยุพา รุ่งเริงสุข สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย: วันจันทร์ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2552
ขอบคุณบทความจาก รศ.ดร.ศิริยุพา รุ่งเริงสุข สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
วันศุกร์ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2552
วันพุธที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2552
Years
From 2000 onwards, years are pronounced like ordinary cardinal numbers.
2000 - two thousand
2003 - two thousand and three
Earlier years are pronounced differently:
the first two figures are a number and the last two figures are a number.
They can be joined by hundred and, which is only necessary, however,
if the last two figures are 00 through 09.
1999 - nineteen (hundred and) ninety-nine
1806 - eighteen hundred and six / eighteen oh six
If you want to give the year without an exact date, use the preposition in:
I was born in 1972.
To distinguish between dates before and after the birth of Christ, use BC und AD:
BC = 'Before Christ'
AD = 'Anno Domini' (in the year of the Lord)
คลายเครียดกับ อี คา อิ
เพื่อนชั้นนะ ไม่ใช่เพื่อนเธอ
2 ปีที่ทิดมากต้องจากภรรยาไปเป็นทหารเพื่อรับใช้ชาติ
แต่เสร็จสิ้นภารกิจเขารีบตรงดิ่งกลับบ้าน และเขาก็ได้พบว่าภรรยาสาวของเขาเพิ่งคลอดลูก
เขาโกรธมาก และพยายามเค้นให้ภรรยาตอบว่าใครคือพ่อของเด็ก
"เพื่อนพี่ที่ชื่อไอ้น้อยหรือเปล่า" เขาตะคอกแม่นากภรรยาสาว
"ไม่ใช่" แม่นากตอบสะอึกสะอื้น
"ถ้างั้นก้อต้องเป็นไอ้นิดเพื่อนพี่อีกคนใช่มั้ย" เขาตะโกนเสียงดัง
"ไม่ใช่ๆ" แม่นากตอบอย่างแค้นเคือง
"คนนู้นก็ไม่ใช่ คนนี้ก็ไม่ใช่ ถ้างั้นก็บอกมาซักทีสิ ว่าเพื่อนเลวๆคนไหนของพี่
มันทำกับพี่ได้เจ็บแสบขนาดนี้"
"โธ่ !! ไอ้โง่" ภรรยาตอบกลับอย่างหัวเสีย
" แกคิดว่าคนอย่างชั้น ไม่มีเพื่อนของตัวเองบ้างเลยหรอไง"
555555555555 เอิ๊ก
2 ปีที่ทิดมากต้องจากภรรยาไปเป็นทหารเพื่อรับใช้ชาติ
แต่เสร็จสิ้นภารกิจเขารีบตรงดิ่งกลับบ้าน และเขาก็ได้พบว่าภรรยาสาวของเขาเพิ่งคลอดลูก
เขาโกรธมาก และพยายามเค้นให้ภรรยาตอบว่าใครคือพ่อของเด็ก
"เพื่อนพี่ที่ชื่อไอ้น้อยหรือเปล่า" เขาตะคอกแม่นากภรรยาสาว
"ไม่ใช่" แม่นากตอบสะอึกสะอื้น
"ถ้างั้นก้อต้องเป็นไอ้นิดเพื่อนพี่อีกคนใช่มั้ย" เขาตะโกนเสียงดัง
"ไม่ใช่ๆ" แม่นากตอบอย่างแค้นเคือง
"คนนู้นก็ไม่ใช่ คนนี้ก็ไม่ใช่ ถ้างั้นก็บอกมาซักทีสิ ว่าเพื่อนเลวๆคนไหนของพี่
มันทำกับพี่ได้เจ็บแสบขนาดนี้"
"โธ่ !! ไอ้โง่" ภรรยาตอบกลับอย่างหัวเสีย
" แกคิดว่าคนอย่างชั้น ไม่มีเพื่อนของตัวเองบ้างเลยหรอไง"
555555555555 เอิ๊ก
น่าคิดนะ
ได้มีการสำรวจเด็กในแถบเอเซียพบว่ามาตรฐานในการใช้ภาษาอังกฤษ
ของเด็กไทยอยู่ในอันดับเกือบจะบ๊วยซึ่งหมายถึงว่า เราแพ้เด็กเวียตนามและเด็กเขมร
แสดงให้เห็นถึงความล้มเหลวในการเรียนภาษาอังกฤษของไทยเพราะเด็กไทยต้องเรียนภาษาอังกฤษ
ตั้งแต่อนุบาลยันมหาวิทยาลัยแต่ไม่สามารถพูดหรือเขียนภาษาอังกฤษได้ดีเท่าที่ควรจะเป็น
**************จากบทความในผู้จัดการออนไลน์รศ.ดร.ประพาศน์ พฤทธิประภา
อดีตอาจารย์ภาควิชาภาษาอังกฤษ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว)
กล่าวในการจัดสัมมนาเรื่องการสอนภาษาตะวันออกในฐานะภาษาต่างประเทศ
ซึ่งจัดอบรมให้กับครูอาจารย์ที่สอนภาษาตะวันออกในระดับมัธยมศึกษาและระดับอุดมศึกษาว่า
การเรียนการสอนภาษาไม่ว่าจะเป็นภาษาตะวันตกหรือภาษาตะวันออก
ล้วนแต่ต้องใช้แนวทางเหมือนกันแทบทั้งสิ้น ทุกวันนี้การเรียนภาษาอังกฤษ
ในเมืองไทยทำไม่ได้ผล เยาวชนไทยเรียนภาษาอังกฤษจากระดับอนุบาลถึงประถมศึกษา
และมหาวิทยาลัย เรียนยาวนานถึง 16 ปีก็ยังพูดภาษาอังกฤษไม่ได้นั้น เป็นเพราะ
วิธีการสอนของครูที่เน้นวิธีการสอนแต่ไม่เคยเน้นเรื่องหลักสูตร ทำอย่างไรจะให้วิธี
การสอนเดินเคียงคู่ไปกับหลักสูตรให้ได้ ซึ่งทุกวันนี้วิธีการสอนก็มักวิ่งตามแฟชั่นใหม่ๆ ตลอดเวลา
หลักสูตรภาษาอังกฤษมีการยกเครื่องกันหลายครั้ง แต่สื่อการเรียนการสอนยัง
ไม่สอดคล้องกับหลักสูตรเท่าที่ควร ครูที่สอนภาษาอังกฤษผ่านการอบรมแค่ประเดี๋ยวประด๋าว
อบรมกันแบบไฟไหม้ฟาง ทำงานแบบเบี้ยหัวแตก จึงทำให้ครูที่สอนภาษาอังกฤษไม่ได้รับการ
พัฒนาเท่าที่ควร เมื่อยังเป็นเช่นนี้อย่าได้หวังว่าการเรียนการสอนภาษาอังกฤษในเมืองไทย
จะประสบความสำเร็จ กลับเป็นการสูญเปล่าทางการศึกษา
การจะทำให้นักเรียนมีทัศนะที่ดีทางด้านภาษานั้น ขึ้นอยู่กับตัวครูและตัวเด็กเอง
ที่ต้องรักและสนใจพยายามที่จะเรียนรู้ ซึ่งนักเรียนสมัยนี้ก็ไม่ได้สนใจอยาก
ได้ความรู้ แต่จะนึกถึงคะแนนเป็นส่วนใหญ่
“การสอนภาษาอังกฤษให้เด็กไทยนั้นไม่จำเป็นต้องใช้ครูจากต่างประเทศ สิ้นเปลือง
และอาจจะไม่คุ้มค่า แต่ผมอยากให้อบรมครูภาษาอังกฤษที่มีอยู่ให้ได้รับการพัฒนา
อย่าได้นำเข้าทั้งครูและหลักสูตรจากต่างประเทศมากนัก ทำไมเราไม่คิดนวัตกรรม
การสอนภาษาโดยใช้แนวทางที่เป็นภูมิปัญญาของเราเอง แต่เรามักอ้างต่างชาติตลอดเวลา
สำเนียงภาษาอังกฤษที่พูดนั้น ถ้าคนไทยพูดก็ควรจะเป็นภาษาอังกฤษของคนไทย
ที่มีการศึกษา ซึ่งไม่จำเป็นต้องออกเสียงแบบสำเนียงอังกฤษหรืออเมริกัน
ผมคิดว่าการพูดภาษาอังกฤษไม่จำเป็นต้องแบบดัดจริตพูด แต่จะพูดภาษาอังกฤษ
อย่างคนที่มีการศึกษาควรพูดเป็นสิ่งที่สำคัญกว่า”
รศ.ดร.ประพาศน์กล่าวต่ออีกว่า หลายคนยังเข้าใจผิดว่าการเดินทางไปเรียนต่างประเทศ
จะทำให้คนๆ นั้นพูดภาษาอังกฤษได้นั้น ขอบอกว่าไม่เสมอไป หากไปแล้วยังพูดภาษาไทย
ก็ไม่มีวันพูดได้ หากมีความรัก สนใจ พยายามและทุ่มเทเรียนในเมืองไทยโดยไม่จำเป็น
ต้องไปต่างประเทศ การเรียนภาษานั้นสามารถเรียนได้ในทุกช่วงอายุ แต่คนมักเข้าใจผิด
คิดว่าเด็กๆ เรียนภาษาได้ดีกว่าผู้ใหญ่ ซึ่งเด็กๆ มีข้อดีอยู่ที่การออกเสียง อายุมากหรือ
อายุน้อยไม่เป็นอุปสรรค เริ่มเมื่อไหร่ก็ได้ แต่ต้องเริ่มให้ถูกวิธีไม่ว่าภาษาไหนก็ตาม
อย่าลืมว่ามนุษย์เกิดมาเพื่อเรียนภาษาซึ่งจะใช้ในการสื่อสารและสามารถเรียนได้ทุกภาษา
ของเด็กไทยอยู่ในอันดับเกือบจะบ๊วยซึ่งหมายถึงว่า เราแพ้เด็กเวียตนามและเด็กเขมร
แสดงให้เห็นถึงความล้มเหลวในการเรียนภาษาอังกฤษของไทยเพราะเด็กไทยต้องเรียนภาษาอังกฤษ
ตั้งแต่อนุบาลยันมหาวิทยาลัยแต่ไม่สามารถพูดหรือเขียนภาษาอังกฤษได้ดีเท่าที่ควรจะเป็น
**************จากบทความในผู้จัดการออนไลน์รศ.ดร.ประพาศน์ พฤทธิประภา
อดีตอาจารย์ภาควิชาภาษาอังกฤษ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว)
กล่าวในการจัดสัมมนาเรื่องการสอนภาษาตะวันออกในฐานะภาษาต่างประเทศ
ซึ่งจัดอบรมให้กับครูอาจารย์ที่สอนภาษาตะวันออกในระดับมัธยมศึกษาและระดับอุดมศึกษาว่า
การเรียนการสอนภาษาไม่ว่าจะเป็นภาษาตะวันตกหรือภาษาตะวันออก
ล้วนแต่ต้องใช้แนวทางเหมือนกันแทบทั้งสิ้น ทุกวันนี้การเรียนภาษาอังกฤษ
ในเมืองไทยทำไม่ได้ผล เยาวชนไทยเรียนภาษาอังกฤษจากระดับอนุบาลถึงประถมศึกษา
และมหาวิทยาลัย เรียนยาวนานถึง 16 ปีก็ยังพูดภาษาอังกฤษไม่ได้นั้น เป็นเพราะ
วิธีการสอนของครูที่เน้นวิธีการสอนแต่ไม่เคยเน้นเรื่องหลักสูตร ทำอย่างไรจะให้วิธี
การสอนเดินเคียงคู่ไปกับหลักสูตรให้ได้ ซึ่งทุกวันนี้วิธีการสอนก็มักวิ่งตามแฟชั่นใหม่ๆ ตลอดเวลา
หลักสูตรภาษาอังกฤษมีการยกเครื่องกันหลายครั้ง แต่สื่อการเรียนการสอนยัง
ไม่สอดคล้องกับหลักสูตรเท่าที่ควร ครูที่สอนภาษาอังกฤษผ่านการอบรมแค่ประเดี๋ยวประด๋าว
อบรมกันแบบไฟไหม้ฟาง ทำงานแบบเบี้ยหัวแตก จึงทำให้ครูที่สอนภาษาอังกฤษไม่ได้รับการ
พัฒนาเท่าที่ควร เมื่อยังเป็นเช่นนี้อย่าได้หวังว่าการเรียนการสอนภาษาอังกฤษในเมืองไทย
จะประสบความสำเร็จ กลับเป็นการสูญเปล่าทางการศึกษา
การจะทำให้นักเรียนมีทัศนะที่ดีทางด้านภาษานั้น ขึ้นอยู่กับตัวครูและตัวเด็กเอง
ที่ต้องรักและสนใจพยายามที่จะเรียนรู้ ซึ่งนักเรียนสมัยนี้ก็ไม่ได้สนใจอยาก
ได้ความรู้ แต่จะนึกถึงคะแนนเป็นส่วนใหญ่
“การสอนภาษาอังกฤษให้เด็กไทยนั้นไม่จำเป็นต้องใช้ครูจากต่างประเทศ สิ้นเปลือง
และอาจจะไม่คุ้มค่า แต่ผมอยากให้อบรมครูภาษาอังกฤษที่มีอยู่ให้ได้รับการพัฒนา
อย่าได้นำเข้าทั้งครูและหลักสูตรจากต่างประเทศมากนัก ทำไมเราไม่คิดนวัตกรรม
การสอนภาษาโดยใช้แนวทางที่เป็นภูมิปัญญาของเราเอง แต่เรามักอ้างต่างชาติตลอดเวลา
สำเนียงภาษาอังกฤษที่พูดนั้น ถ้าคนไทยพูดก็ควรจะเป็นภาษาอังกฤษของคนไทย
ที่มีการศึกษา ซึ่งไม่จำเป็นต้องออกเสียงแบบสำเนียงอังกฤษหรืออเมริกัน
ผมคิดว่าการพูดภาษาอังกฤษไม่จำเป็นต้องแบบดัดจริตพูด แต่จะพูดภาษาอังกฤษ
อย่างคนที่มีการศึกษาควรพูดเป็นสิ่งที่สำคัญกว่า”
รศ.ดร.ประพาศน์กล่าวต่ออีกว่า หลายคนยังเข้าใจผิดว่าการเดินทางไปเรียนต่างประเทศ
จะทำให้คนๆ นั้นพูดภาษาอังกฤษได้นั้น ขอบอกว่าไม่เสมอไป หากไปแล้วยังพูดภาษาไทย
ก็ไม่มีวันพูดได้ หากมีความรัก สนใจ พยายามและทุ่มเทเรียนในเมืองไทยโดยไม่จำเป็น
ต้องไปต่างประเทศ การเรียนภาษานั้นสามารถเรียนได้ในทุกช่วงอายุ แต่คนมักเข้าใจผิด
คิดว่าเด็กๆ เรียนภาษาได้ดีกว่าผู้ใหญ่ ซึ่งเด็กๆ มีข้อดีอยู่ที่การออกเสียง อายุมากหรือ
อายุน้อยไม่เป็นอุปสรรค เริ่มเมื่อไหร่ก็ได้ แต่ต้องเริ่มให้ถูกวิธีไม่ว่าภาษาไหนก็ตาม
อย่าลืมว่ามนุษย์เกิดมาเพื่อเรียนภาษาซึ่งจะใช้ในการสื่อสารและสามารถเรียนได้ทุกภาษา
วันเสาร์ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2552
อ่านเวลาเป็นภาษาอังกฤษ
ฝึกอ่านเลขโทรศัพท์กันนะจ๊ะ

Phone Numbers
Each figure is said separately.
24 - two four
The figure 'O' is called oh.
105 - one oh five
Pause after groups of 3 or 4 figures (last group).
376 4705 - three seven six, four seven oh five
If two successive figures are the same, in British English you would usually use the word double (in American English you would just say the figure twice)
376 4775 - BE: three seven six, four double seven five
376 4775 - AE: three seven six, four seven seven five
From www.ego4u.com
การอ่านตัวเลข 0

The Figure »0«
nought - in general (British English)
zero - in general (American English)
- in measurements of temperature (British and American English)
- in count-downs (British and American English)
- score in team games, e.g. football (American English)
oh - when each figure is said separately (e.g. in phone numbers, account numbers etc.)
nil - score in team games, e.g. football (British English)
love - in tennis and similar gamesderived from the French word l'oeuf (the egg) as the
figure 0 is egg-shaped
from www.ego4u.com
from www.ego4u.com
วันจันทร์ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2552
enjoy using the words
การใช้ at all ( ไม่…….เลย)เมื่อต้องการเน้นย้ำคำปฏิเสธ เช่น
He never laughed at all. เขาไม่เคยหัวเราะเลย
Did you see any cows in that field? None at all.
คุณเห็นวัวในทุ่งนั้นไหม ไม่เห็นเลยสักตัว
การใช้ to and fro (กลับไป กลับมา ขึ้นๆลงๆ)
มีความหมายเท่ากับคำว่า backwards and forwards หรือ back and forth หรือ up and down
He walked to and fro, trying to make up his mind what to do.
เขาเดินไปเดินมาเพื่อจะตัดสินใจว่าจะทำอะไร
การใช้ far and wide (ทั่วทุกหน ทุกแห่ง) / far and nearมีความหมายเหมือนกับ far and near
He sought for his missing friend far and wide.
เขาหาเพื่อนที่หายไปทั่งทุกหนทุกแห่ง
He has travelled far and wide. เขาเดินทางไปทั่วทุกหนทุกแห่ง
He never laughed at all. เขาไม่เคยหัวเราะเลย
Did you see any cows in that field? None at all.
คุณเห็นวัวในทุ่งนั้นไหม ไม่เห็นเลยสักตัว
การใช้ to and fro (กลับไป กลับมา ขึ้นๆลงๆ)
มีความหมายเท่ากับคำว่า backwards and forwards หรือ back and forth หรือ up and down
He walked to and fro, trying to make up his mind what to do.
เขาเดินไปเดินมาเพื่อจะตัดสินใจว่าจะทำอะไร
การใช้ far and wide (ทั่วทุกหน ทุกแห่ง) / far and nearมีความหมายเหมือนกับ far and near
He sought for his missing friend far and wide.
เขาหาเพื่อนที่หายไปทั่งทุกหนทุกแห่ง
He has travelled far and wide. เขาเดินทางไปทั่วทุกหนทุกแห่ง
วันอาทิตย์ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2552
enjoy using the words
สนุกกับการใช้คำ
การใช้ would you like กับ do you like
มีการใช้ต่างกัน ดังนี้
1. ถ้าถามเพื่อการเชิญหรือความปรารถนา ความต้องการของผู้อื่น หรือเมื่อเชิญให้ผู้อื่นกระทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง นิยมใช้ would you like ตามด้วย verb infinitive with to ในที่นี้ would like หมายถึง want และมักตามด้วย adverb of time เช่น
Would you like to watch the news today?
Would you like to come to the party on Saturday at the Hilton Hotel?
2. ถ้าถามเกี่ยวกับความชอบ หรือความเคยชิน ของผู้อื่น นิยมใช้ do you like ตามด้วย verb infinitive with to ในที่นี่ like หมายถึง enjoy โดยมากมักมีคำหรือวลี ที่แสดงถึงการกระทำที่เกอดขึ้นอย่างสม่ำเสมอ เช่น
Do you like to watch the news every day?
Do you like to have tea every afternoon?
การใช้ must ( ต้อง )
1. เมื่อพูดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นประจำและสม่ำเสมอ ตามด้วย verb infinitive with to
เช่น My friend must call often.
2. พูดถึงเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น ใช้ must be v.ing + present time
เช่น My friend must be calling now.
3. เมื่อเราคาดถึงเหตูการณ์ที่ได้เกิดขึ้นแล้วในอดีต ใช้ must have + V.3 + past time
My friend must have called last night.
ดูตัวอย่างเพิ่มเติม ดังนี้
1. The light is always out her room at 10 o’clock; she must go to bed early.
2. The line is busy ; someone must be using the phone now.
3. The streets are wet ; it must have rained last night.
การใช้ would you like กับ do you like
มีการใช้ต่างกัน ดังนี้
1. ถ้าถามเพื่อการเชิญหรือความปรารถนา ความต้องการของผู้อื่น หรือเมื่อเชิญให้ผู้อื่นกระทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง นิยมใช้ would you like ตามด้วย verb infinitive with to ในที่นี้ would like หมายถึง want และมักตามด้วย adverb of time เช่น
Would you like to watch the news today?
Would you like to come to the party on Saturday at the Hilton Hotel?
2. ถ้าถามเกี่ยวกับความชอบ หรือความเคยชิน ของผู้อื่น นิยมใช้ do you like ตามด้วย verb infinitive with to ในที่นี่ like หมายถึง enjoy โดยมากมักมีคำหรือวลี ที่แสดงถึงการกระทำที่เกอดขึ้นอย่างสม่ำเสมอ เช่น
Do you like to watch the news every day?
Do you like to have tea every afternoon?
การใช้ must ( ต้อง )
1. เมื่อพูดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นประจำและสม่ำเสมอ ตามด้วย verb infinitive with to
เช่น My friend must call often.
2. พูดถึงเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น ใช้ must be v.ing + present time
เช่น My friend must be calling now.
3. เมื่อเราคาดถึงเหตูการณ์ที่ได้เกิดขึ้นแล้วในอดีต ใช้ must have + V.3 + past time
My friend must have called last night.
ดูตัวอย่างเพิ่มเติม ดังนี้
1. The light is always out her room at 10 o’clock; she must go to bed early.
2. The line is busy ; someone must be using the phone now.
3. The streets are wet ; it must have rained last night.
วันพุธที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2552
วันเสาร์ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2552
คำของครู

รวมตัวกันอีกครั้ง ม.ศ.5/8 โรงเรียนสายน้ำผึ้ง
พร้อม คุณครูอัจฉรา ภูมัย ครูประจำชั้น 7 กุมภาพันธ์ 2552
ภายในรั้วโรงเรียนแหล่งเขียนอ่าน
เสมือนบ้านที่สองของลูกศิษย์
เธอเรียนรู้ ครูชี้ทางชีวิต
เราอุทิศใจกายคล้ายคล้ายกัน
ความเจริญเดินทับสรรพสิ่ง
เป็นความจริงท้าทายประกายฝัน
ชีพมิใช่อยู่ได้ไปวันวัน
ต้องก้าวทันทุกสิ่งอย่างจริงจัง
ความรู้ดี มีวินัย ใจสะอาด
จะช่วยชาติ ช่วยชีพตน คนรุ่นหลัง
มันสมองกับสองมือคือกำลัง
ทุกชีวิตเป็นหวังของสังคม
รู้จักรัก รู้จักรับ รู้จักให้
อบอุ่นในศรัทธาดุจผ้าห่ม
คลุมหัวใจด้วยคุณค่าน่านิยม
แม้ล้าล้มก็ยิ้มได้อิ่มตา
เมื่อแมกไม้ผลัดใบในวันนี้
เหมือนวันที่เธอผ่านการศึกษา
สิ่งที่เธอกับครูต่อสู้มา
จึงพัดพาความรู้สู่ทางไกล
แล้วใบไม้จะผลิดอกออกประดับ
เพื่อต้อนรับอนุชนคนรุ่นใหม่
หน้าที่ครูนี้จะคงอยู่ต่อไป
ด้วยหัวใจด้วยรัก เธอนักเรียน
ประเวศน์ เกียรติโสภณ นิตยสารขวัญเรือน
วันศุกร์ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2552
Inner Sports 2009
get to know

Hello, I am Daret Chantaramanee (Manasilapa)
I've been a teacher of English here for 20 years.
I was born in Phukhieo, 44 years ago.
I finished elementary school from Phumwittaya School,
I've been a teacher of English here for 20 years.
I was born in Phukhieo, 44 years ago.
I finished elementary school from Phumwittaya School,
Phukhioe School as well asSainamphung (BKK) as the secondary school.
I graduated from Faculty of Arts, major in English and French as minor, Silapakorn University.
I started working as a teacher at Nanongthum Wittaya School, Kaengkro.
I'm married with 1 daughter and 1 son.
I started working as a teacher at Nanongthum Wittaya School, Kaengkro.
I'm married with 1 daughter and 1 son.
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)


















